ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ชัดเจน เงินซื้อศักดิ์ศรีไม่ได้ เคลียร์เม้าท์ PPTV ซื้อตัว 15 ล้านบาท

ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ หลังจากที่โบกมือลาช่อง 7 อย่างเป็นทางการ จนทำให้ถูกชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างรุนแรงในโลกโซเชียล

ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่เธอตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดเก่า และข้ามมาเซ็นสัญญากับทางช่อง PPTV แทน

ซึ่งเธอยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการจากกันด้วยดี หากมีโอกาสก็สามารถไปร่วมงานได้อีก และยืนยันว่าข่าวเม้าท์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ถึงการถูกซื้อตัวในราคา 15 ล้านนั้น ไม่ใช่เรื่องจริงแน่นอน

มาร่วมงานกับช่อง PPTV ?
“ก็ขอบคุณผู้ใหญ่นะคะที่ให้โอกาส เป็นปีที่จะได้เห็นผลงานใหม่ๆ ที่หลากหลาย”

อะไรที่ทำให้ตัดสินใจ ?
“อย่างแรกเลยขอบคุณผู้ใหญ่ช่อง 7 ที่ให้โอกาสนะคะ แล้วก็สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจ ต้องบอกว่าจริงๆ นักแสดงมันมีจุดที่ทำงานมานาน เรารู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราอยากลองทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น ให้เห็นความสามารถอะไรใหม่ๆ ของเรามากขึ้น เพราะว่าหนูเล่นมาทุกรูปแบบแล้ว ก็คงถือว่าถึงเวลาที่ดีค่ะ”

ได้คุยปรึกษากับทางผู้ใหญ่ช่อง 7 ก่อนไหม ?
“คุยๆ ปรึกษาปกติเลยค่ะ ก็เข้าไปบอกกับทางผู้ใหญ่ จริงๆ ก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมาเจอ PPTV ก็คิดไว้แล้วล่ะ ว่าวันหนึ่งคงถึงจุดหนึ่ง จุดที่เรารู้สึกว่าเราอยากทำอะไรที่มันใหม่ขึ้น ก็รู้สึกว่าบทมันก็วนมาในแบบที่เราไม่รู้ว่าเราจะเล่นอะไรยังไง แล้วหลายๆ คนก็บอกว่าปุ๊กลุกเปลี่ยนบ้างได้ไหม คือเราก็รู้สึกว่าเราจะอยู่ตรงนี้ได้อีกนานแค่ไหน แต่ว่าที่ผ่านมาทางช่อง 7 ดูแลดีมากนะคะ แต่เราแค่รู้สึกว่าอยากหลากหลายมากขึ้น”

“แล้วก็วันหนึ่งเราได้มีโอกาสมาเจอ ทาง PPTV มีงานที่หลากหลายมากขึ้น เขาก็ให้โอกาสว่าถ้าอย่างนั้นปุ๊กเล่นที่นี่ได้ แต่ว่าถ้าอยากจะเล่นที่อื่น ช่องอื่น หรือกลับไปรับใช้ทางช่อง 7 ปุ๊กสามารถทำได้นะ มันดี มันเป็นสิ่งที่หนูต้องการเลย หนูรู้สึกว่าถ้าอยู่ที่ไหนแล้วมันทำให้หนูทำงานหลากหลายน้อยลง ก็รู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์เรา เพราะสิ่งสำคัญในการที่เราย้ายที่ทำงาน ก็คือการที่เราจะทำงานในที่ที่มันหลากหลายมากขึ้น ตามในแบบที่เรารู้สึก เรารักอาชีพนี้ และเราก็อยากให้แฟนๆ ได้เห็นผลงานที่มันหลากหลายมากขึ้น”

เซ็นสัญญาเข้าช่องเลยไหม ?
“เซ็นค่ะ เป็นนักแสดงสังกัดช่อง PPTV ค่ะ และรับงานอื่นได้ กลับไปรับใช้ช่อง 7 ได้ด้วยค่ะ ช่อง 7 ให้โอกาสค่ะ”

มีข่าวออกมาว่า ทาง PPTV ให้มูลค่า ค่าตัวเรา 15 ล้าน ?
“คือหนูอยู่วงการมาขนาดนี้เนอะ หนูว่าเงินมันก็ซื้อเราไม่ได้ ศักดิ์ศรีของเรา อาชีพของเรา ในสิ่งที่เรารัก ถ้าเกิดว่าเราได้เงินจริงๆ แต่เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก หรือแพสชั่นที่เราอยากทำจริงๆ เงินคงไม่ใช่ทั้งหมดของหนู”

กระแสข่าวออกมาว่า เราเข้าๆ ออกๆ หลายรอบมาก จนกว่าจะลงตัวเรื่องตัวเลข ?
“ก็ต้องบอกว่าเรื่องค่อนข้างเงียบ เพราะตัวหนูไม่อยากให้กระทบกับใครเลย อย่างแรกเราทำเพราะอะไร เพราะฉะนั้นอะไรที่มีผลกระทบกับใคร ซึ่งคนรอบตัวหนูเขาไม่ทราบ แล้วก็ขอโทษด้วย ไม่อยากให้เรื่องมันเป็นเรื่องใหญ่ แค่รู้ว่าเราทำอะไร ไม่อยากให้มีผลกระทบที่ไม่ดีกับใครเลยแค่นั้นเอง มีการพูดคุยกันจริง แต่วันที่มีข่าวออกมาวันแรก บอกว่าเซ็นแล้วแต่จริงๆ ยังไม่ได้เซ็น ซึ่งเราก็ปรึกษาผู้ใหญ่และพี่ที่เราเคารพรักในชีวิตเราค่ะ แต่ก็ไม่ได้บอกเยอะมาก เพราะเรื่องนี้มันสำคัญ”

ปุ๊กลุก ฝนทิพย์

เซ็นกี่ปี ?
“บอกไม่ได้ (ยิ้ม) อะไรที่มันเป็นสัญญา เก็บไว้ไม่อยากลงรายละเอียด”

แต่รายละเอียดที่บอกว่ารับละครกี่เรื่องต่อปี อันนี้บอกได้ ?
“บอกไม่ได้ค่ะ แต่ก็จะเห็นหนูในละครเรื่องแรกๆ ของ PPTV แน่นอน แต่ว่าก็สามารถร่วมงานกับค่ายอื่นได้ ขอบคุณช่อง 7 ก่อนที่ได้เปิดโอกาสให้หนูทำในสิ่งที่อยากทำ แล้วก็ขอบคุณ PPTV ที่ให้หนูได้เล่นได้ทุกค่าย”

งานอื่นๆ รวมถึงพรีเซ็นเตอร์ของสายการบินด้วยไหม ?
“อันนี้ต้องถามทางผู้ใหญ่ค่ะ คือในส่วนของตัวหนูเอง ก็เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับ PPTV ค่ะ”

ฟีดแบกที่กลับมาหาเราหลังจากที่เปิดตัวกับ PPTV เป็นอย่างไรบ้าง ?
“ตื่นเต้นค่ะ รู้สึกว่าเป็นปีที่หนูต้องเหนื่อยมากขึ้นอยู่แล้ว แต่ว่าหนูรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งคืออาชีพทุกๆ อาชีพ เราไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลาที่จะได้ทำอาชีพนั้นอีกนานแค่ไหน แต่อย่างน้อยอาจจะเป็นก้าวที่เราเหนื่อยมากขึ้นแต่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก มันท้าทายความสามารถเรามากขึ้น แฟนๆ ที่รักเรา ที่ให้กำลังใจเรามาตลอด จะได้เห็นผลงานของเราหลากหลายมากขึ้น จริงๆ ปีนี้เป็นปีที่ตั้งใจทำอะไรเพื่อสังคมมากขึ้น หนูรู้สึกว่าหนูมาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะว่าแฟนๆ ที่ซัพพอร์ตและทำให้เราได้มายืนอยู่ตรงนี้ ก็ตั้งใจว่าจะเป็นปีที่ทุกๆ เดือนจะลงไปช่วยเหลือใครหลายๆ คนในเรื่องของทุนการศึกษา เป็นปีที่อยากทำอะไรใหม่ๆ เยอะขึ้น มีผลงานใหม่ๆ มากขึ้น”

คาดหวังกับบ้านหลังใหม่นี้อย่างไรบ้าง ?
“คาดหวังอย่างไรบ้าง คือหนูก็ทำหน้าที่ของหนูอย่างดีที่สุดค่ะ ในส่วนของบทละครก็มีการพูดคุยกันตามปกติในแบบที่เรารู้สึกว่ามันท้าทายความสามารถของเรา หนูไม่รู้หรอกว่าฟีดแบกของการที่หนูเล่นละครหนึ่งเรื่องออกไปจะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาหนูเล่นละครเรื่องอะไร หนูก็ไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องได้เรตติ้งเท่านี้ๆ สิ่งที่เรารู้อยู่เสมอ คือเราจะทำอย่างดีที่สุด ถ้าวันหนึ่งคนจะต้องพูดถึงเราในพาร์ทของการทำงานก็ต้องบอกว่าหนูทำเต็มที่อย่างดีที่สุดแล้วค่ะ”

กังวลเรื่องเรตติ้งละครไหม ?
“จริงๆ ไม่ได้กังวล ผ่านจุดกังวลมาเยอะแล้ว ก็เล่นละครที่มันท้าทายความสามารถมาเยอะมากๆ บางเรื่องก็คิดว่าผ่านไปได้ยังไง เราก็ผ่านมันมาได้ด้วยความรู้สึกว่าก็แค่ทำเต็มที่ สิ่งที่เราตั้งเป้าคือแค่อยากให้งานมันหลากหลายมากขึ้น เราก็อยากจะเล่นเรื่องที่คนคาดไม่ถึง เป็นเรื่องที่ได้ใช้ความสามารถมากขึ้น”

กลัวจะเหนื่อยมากขึ้นไหมกับการที่ช่องยังไม่มีฐานคนดูเรื่องละคร ?
“หนูพร้อมนะที่จะเหนื่อย คือเราไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งเราจะอยู่ตรงไหน นานแค่ไหน อาชีพของเราคืออาชีพที่เราให้ความสุขกับคน และเราเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ซื่อสัตย์กับอาชีพของตัวเราเอง เพราะฉะนั้นแล้วหนูไม่ทราบจริงๆ ว่าฟีดแบกมันจะเป็นยังไง เราแค่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่นักแสดงคนหนึ่งจะทำได้ แล้ววันหนึ่งถ้าเขาพูดถึงเรา ก็แค่เขาเป็นแบบนี้ เขาเต็มที่ เขาอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เป็นมุมที่ดีที่เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่นับถอยหลังในชีวิตของเราที่จะเป็นอาชีพนี้ เราทำอย่างดีที่สุดแล้วค่ะ”

เรียกว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องกระแสหรือชื่อเสียงแล้ว ?
“หนูว่าการที่เราอยู่ในวงการบันเทิง กระแสมันก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หลายๆ ปีที่ผ่านๆ มา พี่ๆ ก็จะรู้ว่าหนูแทบจะเก็บตัวเงียบ เพราะหนูก็ผ่านเรื่องราวอะไรหลายๆ อย่างมา แล้วหนูคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะอยู่มั่นคงคือความซื่อสัตย์ เราเป็นนักแสดง เราเต็มที่กับตรงนี้และผลงานของเรามากกว่าที่มันจะมั่นคงและถาวร”

คนอาจจะมองว่าเราทิ้งช่องที่เราแจ้งเกิดมา ?
“หนูไม่รู้นะว่าฟีดแบกของความคิดแต่ละคนเป็นยังไง แต่ก็ต้องบอกว่าการใช้ชีวิตของคนเรา พี่ๆ ทุกคนก็คงไม่มีใครไม่เคยย้ายที่ทำงาน ถูกไหม คือมันเหมือนแค่เราย้ายที่ทำงานเฉยๆ ค่ะ ความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อช่อง เราไม่เคยลืมว่าวันนี้ฉันอยู่ที่ไหน เรารู้ว่าเราเกิดมาจากช่อง 7 เราแค่ย้ายที่ทำงาน แล้วถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาส เราก็กลับไปร่วมงานกับเขาได้ เพราะเราก็รู้ว่าเรามีวันนี้ได้เพราะช่อง 7 เราแค่ย้ายที่ทำงานเฉยๆ ค่ะ”

หลังจากที่ออกมาเรามีโอกาสเข้าไปสวัสดีผู้ใหญ่ทางต้นสังกัดไหม ?
“วันที่เข้าไปคุย คือเข้าไปสวัสดีปีใหม่ เข้าไปบอกว่าขออนุญาตในการที่เราจะลองทำอะไรใหม่ๆ ก็มีเข้าไปคุยค่ะ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com